|
|||
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก![]() |
Posted on 23 สิงหาคม 2009 by nanamikawai
|
|||
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก![]() |
Posted on 23 สิงหาคม 2009 by nanamikawai
|
|||
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก![]() |
Posted on 03 สิงหาคม 2009 by nanamikawai
‘แม้ว’โฟนอินอ้อน คิดถึงข้าวนึ่ง ขอบคุณ6ล้านชื่อ
|
|||
|
|||
|
|||
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ![]() |
Posted on 03 สิงหาคม 2009 by nanamikawai
|
|||
|
|||
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก![]() |
Posted on 04 พฤษภาคม 2009 by nanamikawai
|
|||
|
|||
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์มติชน![]() |
Posted on 01 พฤษภาคม 2009 by nanamikawai
|
|||
|
|||
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์มติชน![]() |
Posted on 24 เมษายน 2009 by Mr.Pond

สื่อไลบีเรีย ระบุ “ทักษิณ ชินวัตร” ต้องการเข้าไปลงทุนเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเหมืองแร่
(24เม.ย.) เว็บไซต์สตาร์เรดิโอของไลบีเรีย รายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯบอกกับรองประธานาธิบดีโจเซฟ โบไค ของไลบีเรีย ว่า เป็นความปรารถนาอันแรงกล้าของประเทศไทยที่จะสร้างสัมพันธ์อันดีต่อประเทศใน แอฟริกา และอยากมีส่วนร่วมในเรื่องเกษตรกรรมและลดปัญหาความยากจน นอกจากนี้ กลุ่มของพ.ต.ท.ทักษิณ มีความสนใจที่จะสำรวจน้ำมันและเหมืองแร่ รวมถึงเรื่องการเกษตร, การโทรคมนาคมสื่อสาร และลอตเตอรี
โดย พ.ต.ท.ทักษิณบินถึงไลบีเรีย ในวันอังคาร และเดินทางต่อไปยังไอเวอรีโคสต์ และประเทศในแอฟริกาอื่นๆเมื่อวันพุธที่ผ่านมา
ขณะที่รองประธานาธิบดีโบไค ให้การต้อนรับ พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมคณะอีก 5 คน พร้อมเรียกร้องให้คนไทยไปลงทุนในไลบีเรีย ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีแร่ทุกชนิด
ขณะที่เว็บไซต์ของสำนักข่าวไลบีเรียน ออบเซิร์ฟเวอร์ ตีพิมพ์ภาพ พ.ต.ท.ทักษิณ กำลังจับมือกับนายริชาร์ด โทลเบิร์ต ประธานคณะกรรมาธิการการลงทุนแห่งชาติไลบีเรีย หลังจากเข้าหารือเกี่ยวกับการลงทุนครั้งมหาศาลในภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่
ขอบคุณข่าวจาก : คมชัดลึก
Posted on 18 เมษายน 2009 by Mr.Pond

นับตั้งแต่ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร และบรรดาพลพรรคนอมินีอย่างเต็มตัว “สนธิ ลิ้มทองกุล” แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และผู้ก่อตั้ง นสพ.ผู้จัดการ ก็ถูกปองร้ายมานับครั้งไม่ถ้วน รวมถึงครั้งล่าสุดที่ถูกยิงถล่มด้วยอาวุธสงครามเกือบ 100 นัด ก็ยังรอดชีวิตมาได้ราวปาฏิหาริย์
สิ้นเสียงปืนที่ดังระรัวถี่ยิบตอนรุ่งอรุณ 17 เมษายน ชุดสืบสวนจากศูนย์สืบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศส.บช.น.) กองกำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจนครบาล 1 (กก.สส.น.1) และ สน.ชนะสงคราม ก็ตั้งประเด็นสังหารไปที่ 4 ประการหลักๆ คือ การเป็นแกนนำพันธมิตรล้มล้างระบอบทักษิณ การประกอบธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ ประเด็นเทปลับที่เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า หากเป็นอะไรไปจะนำเทปลับการทุจริตของกลุ่มการเมืองก๊วนใหญ่ในภาคอีสานตอน ล่างมาเปิดโปง ตลอดจนการสร้างสถานการณ์ให้เข้าใจว่าเป็นฝีมือกลุ่มเสื้อแดง
การปองร้ายสนธิไม่ ใช่สิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมาย เพราะก่อนหน้านี้ระหว่างการชุมนุมของกลุ่มเสื้อเหลือง หน่วยงานด้านการข่าวเคยจับความผิดปกติของกลุ่ม เสธ.ทหารคนดังร่วมกับอดีตทหารระบือนาม มีการซ่องสุมกำลังพลและเคลื่อนย้ายอาวุธสงคราม แต่ไม่รู้เป้าหมายที่ชัดว่าต้องการนำไปทำการใด จึงได้เตือนไปยังแกนนำพันธมิตรและบุคคลมีชื่อเสียงที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับ การชุมนุมของกลุ่มเสื้อเหลือง
หน่วยการข่าวไม่ลืมแนะนำให้บรรดาแกนนำและคนดังปรับเปลี่ยนเส้นทางและวิถีการดำเนินชีวิตประจำวัน แต่ดูเหมือนสนธิจะไม่ให้ความสนใจเท่าใด ยังคงยึดเส้นทางเดิมระหว่างไปกลับที่ทำงานกับบ้านอยู่เหมือนเคย
แทบทุกวันที่สนธิออก จากบ้านพักในซอยสุโขทัย 3 เขาจะให้คนขับรถเลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระราม 5 แล้วมาเลี้ยวขวาหน้าวัดเบญจมบพิตร ผ่านแยกลานพระบรมรูปทรงม้า แยกพล.1 ผ่านแยกสี่เสาเทเวศร์ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนเทเวศร์ แยกเทเวศร์ ผ่านแยกบางขุนพรหม แล้วจึงเลี้ยวขวาเข้าแยกพระอาทิตย์ เข้าที่ทำงานที่บ้านพระอาทิตย์ เป็นเช่นนี้แทบทุกวัน
กลุ่มคนเบื้องหลังเหตุลอบสังหารครั้งนี้ ก็รับรู้ถึงวิถีประจำวันของสนธิใน ลักษณะแนวเดียวกันนี้ จากการสันนิษฐานของชุดสืบสวนที่ระดมแนวคิดประมวลเหตุการณ์แล้วเชื่อว่า คนร้ายมีการสำรวจดูเส้นทางระหว่างบ้านพักถึงที่ทำงานบ้านพระอาทิตย์อยู่นาน จนรู้ว่าเส้นทางจากบ้านพักในซอยสุโขทัยมาถึงแยกบางขุนพรหมไม่มีกล้องวงจรปิด เลยแม้แต่ตัวเดียว
จะมีก็เพียงแค่กล้องซีซีทีวีของกองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) เพียง 2 ตัวเท่านั้น ตัวแรกส่องไปยังแยกเทเวศร์ อีกตัวมุมกล้องส่องไปทางบางลำพู แต่ทั้งสองตัวไม่มีการบันทึกเทปไว้ แม้ว่าจุดเกิดเหตุกล้องจะสามารถจับตำแหน่งรถตู้โตโยต้า อัลพาร์ด ของสนธิ ที่หยุดนิ่งการเคลื่อนไหวอยู่ในระยะ 40 เมตร แม้จะเห็นเหตุการณ์ได้ชัดเจน แต่เมื่อไม่มีการบันทึกเทปเอาไว้ก็ไม่มีความหมาย
อย่างไรก็ตาม ชุดสืบสวนได้ตระเวนตรวจสอบตามเส้นทางการเดินรถของแกนนำพันธมิตรเหยื่อสังหาร ตั้งแต่จากบ้านจนถึงที่เกิดเหตุ เผื่อจะมีกล้องวงจรปิดตัวใดที่เล็ดลอดสายตาไปแล้วสามารถบันทึกเหตุการณ์เอา ไว้ได้ สุดท้ายก็พบกล้องวงจรปิดของธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) สามารถบันทึกเหตุการณ์เอาไว้ได้ก่อนเกิดการยิงถล่ม
โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นขณะรถตู้โตโยต้า อัลพาร์ด ที่มีสนธิโดยสารอยู่ห้องโดยสารตอนหลังขับผ่านไป จากนั้นมีรถเก๋งซึ่งเป็นการ์ดของสนธิขับ ตามหลังมา อีก 13 วินาทีต่อมา กล้องวงจรปิดสามารถจับภาพรถยนต์สีดำ ไม่ชัดเจนพอจะระบุได้ว่าเป็นรถเก๋งหรือรถกระบะขับผ่าน ตามมาด้วยรถกระบะโตโยต้า วีโก้ สีทอง ซึ่งพยานที่เห็นเหตุการณ์ยืนยันว่าเป็นยานพาหนะที่คนร้ายใช้
เมื่อได้ภาพจากกล้องวงจรปิดประกอบกับคำให้การของพยานที่เห็นเหตุการณ์ จึงจำลองเหตุการณ์ขึ้นมาอีกครั้ง โดยเชื่อว่าคนร้ายไม่ต่ำกว่า 3 คน ใช้ปืนอาก้า เอชเค เอ็ม 16 และเครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ขับรถตามประกบหลังมาเป็นระยะๆ รอจนกระทั่งก่อนถึงแยกบางขุนพรหมจึงขับแซง แล้วใช้อาวุธสงครามยิงใส่ล้อรถโตโยต้า อัลพาร์ด แล้วเร่งเครื่องขับปาดหน้า คว้าเครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ยิงเข้าใส่หวังให้รถระเบิด ยุติเรื่องโดยไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธสงครามที่เหลือ แต่ชะตาของสนธิยังไม่ถึงกำหนด ทำให้ลูกระเบิดไม่ทำงาน คนร้ายไม่ต่ำกว่า 3 คน จึงระดมยิงอาวุธสงครามเข้าใส่รถตู้จากด้านหน้า
ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธปืนที่เข้าไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุ ให้ความเห็นเกี่ยวกับตัวคนร้ายต่อชุดสืบสวนว่า คนร้ายเป็นคนที่ใช้อาวุธปืนได้ ใช้อาวุธสงครามเป็น ยิงในลักษณะกึ่งอัตโนมัติ แต่เป็นมือใหม่ !?!
เขาอธิบายว่า คนร้ายยิงในลักษณะเจาะกลุ่มจากด้านหน้า แต่เนื่องจากรถอัลพาร์ดค่อนข้างสูง เมื่อสนธิรู้ ตัวว่าถูกลอบยิงตั้งแต่นัดแรกที่ยิงยางรถยนต์ เขาน่าจะหมอบลงกับพื้นรถ ช่วยให้กระสุนพลาดไม่เข้าเป้า เมื่อการ์ดบนรถและที่ตามมาตั้งตัวได้ก็ชักอาวุธปืนพักสั้นยิงตอบโต้ สังเกตได้จากพบปลอกกระสุนปืนพกสั้นตกอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย ทำให้คนร้ายหลบหนีไป
“นอกจากนี้ คนร้ายยังไม่รู้ยุทธวิธีสังหาร ถ้าเป็นมืออาชีพ 1 ใน 3 จะทำหน้าที่ยิงป้องกัน ยิงต้านการ์ดไว้ไม่ให้ตอบโต้ได้ ส่วนที่เหลือจะเข้าขนาบยิงจากด้านข้าง กราดกระสุนเป็นแนวกว้างๆ เอาไว้ โอกาสหวังผลมีเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะหมอบอยู่อย่างไรวงกระสุนก็ครอบคลุม” ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธปืนให้ความเห็น
“คม ชัด ลึก” ยังได้รับการเปิดเผยจากพยานรายหนึ่งที่เห็นเหตุการณ์เกือบตลอด เล่าว่า ตอนแรกได้ยินเสียงคล้ายประทัด นึกว่ามีคนจุดให้หลวงปู่ทวดวัดเอี่ยมวรนุช จึงออกไปดู พบว่ามีการยิงกันจึงหมอบลงแล้วดูเหตุการณ์ เมื่อเสียงปืนสงบเห็นรถกระบะสีดำ ติดฟิล์มดำมืด ไม่ทราบยี่ห้อ รุ่นและทะเบียน ขับหลบหนีมุ่งหน้าไปทางบางลำพู
หลังจากนั้นเห็นสนธิลงจากรถตู้ ศีรษะด้านขวามีเลือดไหล คนบนรถเก๋งที่ขับตามหลัง มารู้ทีหลังว่าเป็นการ์ดตรงมาหาสนธิ พวกเขาพยายามลำเลียงผู้บาดเจ็บบนรถตู้ขึ้นรถเก๋ง แต่ขึ้นได้ไม่หมด ทั้งหมดเลยเดินข้ามมาที่ปั๊มน้ำมันคาลเท็กซ์ ช่วงนั้นมีรถกระบะสีทอง รถขนเนื้อส่งตลาดกำลังจะล้างท้ายกระบะ การ์ดนำผู้บาดเจ็บขึ้นหลังรถ รวมทั้งสนธิด้วย จากนั้นสนธิตะโกนให้คนขับช่วยขับไปส่งโรงพยาบาล
ขณะนี้ชุดสืบสวนอยู่ระหว่างตรวจสอบลักษณะการก่อเหตุ การเลือกใช้อาวุธของคนร้าย เพื่อตรวจสอบกับบัญชีซุ้มมือปืนที่มีอยู่ว่าตรงกับรายใดหรือไม่ แต่เนื่องจากความเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่เชื่อว่าเป็นมือใหม่ ก็ทำให้งานนี้ไม่ง่ายขึ้นสักเท่าไรนัก !?!
ขอบคุณข่าวจาก : คมชัดลึก
Posted on 23 มีนาคม 2009 by nanamikawai
![]() |
พี่คนโต ‘วิดีโอลิงค์’เปิดใจแดงพรึ่บฟังแน่น
เยาวลักษณ์ พี่สาวคนโตอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร เสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลว”แม้ว”ทราบข่าวรู้สึกเสียใจมาร่วมงานศพไม่ได้ เผยป่วยเป็นอัมพาตมานานกว่า 20 ปี ญาติทำการรักษามาต่อเนื่องแต่เกิดติดเชื้อในกระแสเลือดแล้วเสียชีวิต ญาตินำศพไว้วัดเทพศิรินทร์ เตรียมฌาปนกิจ 29 มี.ค. นี้ ด้านเยาวเรศ-เยาวภา ระบุพี่สาวเปรียบ เสมือนแม่ที่คอยดูแลน้อง ๆ ทุกเรื่อง ขณะที่กลุ่ม นปช. เสื้อแดง รวมพลกันพรึ่บเต็มสนามกีฬาฯเชียงใหม่ ฟังโฟนอินทักษิณ นัดระดมพลครั้งใหญ่ปิดล้อมทำเนียบฯ 26 มี.ค. นี้ ทักษิณ ใช้วิดีโอลิงค์หากลุ่มเสื้อแดง เชียงใหม่ รับสภาพจิตใจย่ำแย่ สูญเสียพี่สาว ลั่นขอทำงานเพื่อประเทศต่อไป ยันมีความจงรักภักดี ขอเปิดไม้เด็ดแก้ ศก. 26 มี.ค. นี้ วอนทุกฝ่ายทำงานให้ประเทศรอด
เมื่อ เวลา 01.00 น. วันที่ 22 มี.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่านางเยาวลักษณ์ คล่องคำนวณการ หรือ ชินวัตร อายุ 62 ปี พี่สาวคนโตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เสียชีวิตที่โรงพยาบาลพระราม 9 แขวงและเขตห้วยขวาง จึงเดินทางไปตรวจสอบพบว่า ศพยังเก็บอยู่ภายในห้องเก็บศพของโรงพยาบาล ซึ่งบรรดาญาติพี่น้องต่างทยอยเดินทางมาเยี่ยมดูใจเป็นครั้งสุดท้าย
นพ. อาทิตย์ เจียรนัยศิลาวงศ์ ผู้ช่วยผอ.ฝ่ายการแพทย์ รพ.พระราม 9 แถลงการเสียชีวิตว่า นางเยาวลักษณ์ เข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 16 เม.ย. 51 เป็นเวลา 340 วัน หลังเข้ารักษาอาการป่วยด้วยโรคไต ซึ่งมีอาการทรงตัวมาตลอด และมาระยะหลังติดเชื้อในทางเดินกระแสเลือด และเสียชีวิตในที่สุด ในเวลา 22.40 น. วันที่ 21 มี.ค. ที่ผ่านมา โดยนางเยาวลักษณ์ป่วยเป็นโรคเบาหวานมาก่อนตั้งแต่ปี 35 ระยะหลังมีโรคไตเข้ามาแทรกซ้อนโรคเบาหวานอีก
นางเยาวเรศ วงศ์นภาจันทร์ หรือ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ เปิดเผยว่า ญาติพี่น้องได้โทรศัพท์ไปบอก พ.ต.ท.ทักษิณ แล้ว ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณบอกว่า รู้สึกเสียใจ แต่คงไม่สามารถเดินทางกลับมาร่วมงานศพได้ ขณะที่ส่วนตัวรู้สึกช็อกหลังได้ทราบข่าว เพราะแพทย์ได้แจ้งก่อนหน้านี้ว่าพี่สาวยังมีชีวิตได้อีกนานจึงไม่คาดฝันว่าจะจากไปเร็ว
ต่อ มาเวลา 11.00 น. ที่รพ.พระรามเก้า นพ.วิรุฬห์ มาวิจักขณ์ อายุรแพทย์โรคไต ในฐานะแพทย์เจ้าของไข้ นางเยาวลักษณ์ แถลงข่าวการเสียชีวิตของนางเยาวลักษณ์ อีกครั้ง ว่า นางเยาวลักษณ์ อายุ 62 ปี ป่วยเป็นโรคอัมพาตมา 20 ปี ไม่รู้สึกตัวมา 2 ปี มีโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ต่อมามีโรคไตวายเรื้อรัง ได้มารับการรักษาที่ รพ.พระราม 9 ตั้งแต่วันที่ 16 เม.ย. 51 ถึงแก่กรรมด้วยโรคหัวใจล้มเหลว เมื่อเวลา 22.40 น. วันที่ 21 มี.ค. ที่ผ่านมา
นพ.วิรุฬห์ กล่าวต่อว่า ตลอดระยะเวลาที่นางเยาวลักษณ์รักษาตัวอยู่ที่ รพ. ทางญาติมีการรับรู้เกี่ยวกับอาการมาโดยตลอด เมื่อประมาณ 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ป่วยมีอาการทรุดลงเป็นระยะ ๆ ความดันตก หัวใจเต้นช้าลง หยุดเต้น และเสียชีวิตในที่สุด โดย ในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ที่ประเทศไทย ได้แวะมาเยี่ยมนางเยาวลักษณ์ เป็นระยะ แต่หลังจากไปอยู่ต่างประเทศไม่ได้ติดต่อมาที่ตนแต่อาจจะมีการซักถามอาการกับ ทางญาติ ส่วนรายละเอียดการเคลื่อนย้ายศพว่าจะนำไปบำเพ็ญกุศลที่วัดใดนั้นทางญาติขอเป็นเรื่องส่วนตัวภายในครอบครัว
สำหรับ นางเยาวลักษณ์เป็นบุตรคนที่ 1 ของนายเลิศและนางยินดี ชินวัตร มีพี่น้องทั้งหมด 9 คน คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นางเยาวเรศ วงศ์นภาจันทร์ นางปิยนุช ลิ้มพัฒนาชาติ นายอุดร ชินวัตร (เสียชีวิต) นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ นายพายัพ ชินวัตร นางมณฑาทิพย์ โกวิทเจริญกุล นางทัศนีย์ (เสียชีวิต) และนางยิ่งลักษณ์ อมรฉัตร ด้านครอบครัวสมรสกับ พ.อ.พิเศษศุภฤกษ์ คล่องคำนวณการ มีลูก 2 คน คือ นางพนิตพิชา ชินวัตร และ น.ส.นัทธฤทัย คล่องคำนวณการ
ประวัติการทำงาน เป็นคนช่วยดูแลกิจ การของครอบครัวชินวัตรมาตั้งแต่ต้น เคยทำธุรกิจโรงภาพยนตร์ใน จ.เชียงใหม่ ชื่อชินทัศนีย์และนครเชียงใหม่ เคยเป็นนายกเทศมนตรีคนแรกของเทศบาลนครเชียงใหม่ เป็นผู้พิพากษาสมทบ และนายกสมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย ประจำเชียงใหม่ โดยนางเยาวลักษณ์ เป็นแม่สื่อที่แนะนำให้นางเยาวภา กับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี รู้จักกันแล้วแต่งงานกันในที่สุด
สำหรับศพนางเยาวลักษณ์ ทางญาติได้นำไปตั้งรดน้ำศพที่ศาลาศรีอรทัยกุล-สินทรา พรรณทร วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร
โดย ในเวลา 15.30 น. พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผบ.ทบ. และ ผบ.สส. เป็นประธานรดน้ำศพพร้อมกับบรรดาญาติพี่น้องในตระกูลชินวัตร และ บุคคลใกล้ชิดจำนวนมาก ต่อมาได้มีการย้ายศพไปตั้งสวดพระอภิธรรมที่ศาลา 3 สุวรรณวนิชกิจ
นางเยาวภา น้องสาว เผยว่า พี่สาวคนนี้เปรียบเสมือนแม่ของน้องทุก ๆ คน เป็นคนดูแลและจัดการทุกเรื่องของน้อง ๆ ไม่ว่าจะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ แต่พี่สาวก็ป่วยมานานแล้ว ซึ่งทาง พ.ต.ท.ทักษิณ ทราบเรื่องแล้วรู้สึกเสียใจแต่ไม่สามารถมาร่วมงานศพได้เพียงแต่ส่งพวงหรีดมาแสดงความเสียใจ โดยการสวดพระอภิธรรมจะมีถึงวันที่ 28 มี.ค. นี้ และจะฌาปนกิจในวันที่ 29 มี.ค.นี้ จากนั้นจะมีการนำเถ้ากระดูกไปลอยอังคาร ส่วนหนึ่งจะนำไปไว้ที่วัดโรงธรรมสามัคคี อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นสุสานของตระกูลชินวัตร โดยอยากให้พี่สาวได้อยู่กับพ่อแม่
วัน เดียวกัน ก่อนหน้านี้เวลา 09.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ ตอนหนึ่งว่า กรณี มีข่าวแผนตากสินที่จะใช้ล้มล้างรัฐบาลนั้น คงไม่ใช่เป็นสิ่งที่ตนจะมายืนยันว่ามี หรือไม่มีจริง แต่ก็เคยเห็นว่ามีเอกสาร และคนที่อาจจะมีความคิดนี้ แต่ไม่รู้ว่ามีกว้างขวาง แค่ไหน แต่ถ้ามีแนวความคิดอย่างนั้นก็รู้สึกเป็นห่วง เพราะอย่างที่บอกว่าเราแตกต่างกันทางการเมืองแต่ขอให้อยู่ภายใต้กติกา
“ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ก็ใช้กระบวนการของสภาในการติดตาม ตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งเราก็ผ่านพ้นตรงนั้นมา ดังนั้นขอให้พวกเราได้ช่วยกันคิดถึงส่วนรวมเป็นใหญ่ การต่อต้านกัน ถ้าเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบของกฎหมาย เสียงของท่านก็ไปถึงคนที่ท่านต้องการให้ได้ยิน แต่ถ้าไปทำอะไรรุนแรง ผิดกฎหมาย มันอาจจะสะใจคนบางกลุ่ม แต่มันเสียหายกับทั้งประเทศ จึงไม่อยากให้ทำ” นายกรัฐมนตรี กล่าว
ที่โรงแรมแกรนด์วโรรส พาเลซ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เวลา 08.00 น. กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ได้จัดอบรมอาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยรุ่นที่ 1 โดยมีแกนนำและตัวแทนเดินทางมาร่วมอบรมเพื่อนำข้อมูลไปเผยแพร่ต่อให้กับเครือ ข่าย มีนายแพทย์เหวง โตจิราการ เป็นผู้กล่าวเปิดการ อบรมพร้อมกล่าวโจมตีรัฐบาลและประกาศระดมเสื้อแดงให้ไปร่วมชุมนุมใหญ่ปิดล้อม ทำเนียบไล่รัฐบาลในวันที่ 26 มี.ค. นี้
ต่อมาในเวลา 11.00 น. นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โฟนอินผ่านทางโทรศัพท์เข้ามา กล่าวให้กำลังใจคนเชียงใหม่ขอให้เสื้อแดงทุกคน และกล่าวว่าแม้ตนเองจะอยู่หรือไม่อยู่ในตำแหน่งนายกฯ แต่เราก็ไม่ลืมกัน ตอนนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ มีความสุขดี ความจริงจะต่อสายโฟนอินเข้าไปพูดคุยให้ แต่เนื่องจากเป็นเวลาตีสอง ซึ่งนอนหลับแล้ว
ส่วน บรรยากาศเวทีความจริงวันนี้สัญจร ที่สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามีกลุ่มเสื้อแดงจากจังหวัดต่าง ๆ ทยอย เดินทางเข้ามาภายในสนามกีฬากลางเป็นจำนวนมาก โดยตรงกลางสนามมีการติดตั้งจอขนาดใหญ่ 4 จอ เพื่อเตรียมนำเสนอภาพ พ.ต.ท.ทักษิณ ในช่วงที่จะมีการโฟนอิน ซึ่งแกนนำคนสำคัญทยอยเดินทางมาแล้ว อาทิ นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นต้น ส่วนบริเวณด้านนอกสนามกีฬา มีการออกร้านจำหน่ายเสื้อผ้าสีแดง ของที่ระลึกของกลุ่มคนเสื้อแดง เช่น ผ้าโพกศีรษะ เท้าตบ ภาพถ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นต้น
ที่ จ.ร้อยเอ็ด กลุ่มคนร้อยเอ็ดรักประชาธิปไตย หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ได้รวมตัวกันที่บริเวณหน้าโรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย ก่อนเคลื่อน ขบวนพร้อมการปราศรัยบนรถกระจายเสียงแห่ไปตามถนนต่าง ๆ รอบเมืองร้อยเอ็ด เรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนและจัดการ เลือกตั้งใหม่โดยเร็ว
ที่ จ.เชียงราย นายสุเมธ แสงนิ่มนวล ผวจ.เชียงราย พร้อมด้วย นางรัตนา จงสุทธนามณี นายก อบจ.เชียงราย ร่วมเป็นประธานเปิดพิธีชุมนุมสวนสนามของ อปพร. และมีการมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ จากนั้น นายสุเมธ กล่าวถึงการเดินทางมาราชการของนายบุญจง วงศ์ไตร รัตน์ รมช.มหาดไทย ในวันที่ 23 มี.ค. นี้ ว่า เชื่อว่ากลุ่ม ผู้ชุมนุมจะไม่ใช้วิธีการที่รุนแรง ทุก อย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย ก่อนหน้านี้ได้ส่ง คนไปเจรจากับแกนนำคนเสื้อแดงแล้ว รับปากว่าจะมาชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยเท่านั้น ส่วนการเตรียมการป้องกันไม่ให้มีการใช้ความรุนแรงนั้น ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องต่างมีมาตรการเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว
พล. ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น. กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการดูแลกลุ่มผู้ชุมนุมว่า ขณะนี้มีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย โดยเฉพาะช่วงที่จะมีการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดง ในวันที่ 26 มี.ค. นี้ การเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบ จลาจลไว้แล้วตามแผนคาดว่าจะใช้กำลังประมาณ 22 กองร้อย หรือ 3,300 นาย คอยดูแลความเรียบร้อย รวมทั้งอำนวยความสะดวกด้านการจราจรให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนด้วย นอกจากนี้ยังเพื่อเป็นการป้องกันมือที่ 3 ที่อาจฉวยโอกาสสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้น พร้อมมีคำสั่งให้มีการสืบสวนหาข่าวทุกส่วนเพื่อมาประเมินสถานการณ์แบบวันต่อ วัน ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ชุมนุมเองต้องช่วยกันเพิ่มความระมัดระวังช่วยด้วยอีกแรง
พล. ต.ท.วรพงษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับแผนปฏิบัติการยังคงใช้แผนปฏิบัติการเหมือนการชุมนุมครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นแผนที่ใช้แล้วได้ผลดี แต่อาจปรับเปลี่ยนรายละเอียดบ้างบางส่วน เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์การชุมนุม ยืนยันจะไม่มีการใช้กำลังกับกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างแน่นอน ทั้งนี้จะมีการประชุมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามสถานการณ์ความ เคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างต่อเนื่องในรอบ 24 ชั่วโมงของทุกวัน
นาย ศิริศักดิ์ ติยะพรรณ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีต่างประเทศ กล่าวภายหลังเป็นหัวหน้าคณะทำงานอัยการ เดินทางร่วมกับ เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ และตัวแทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เจรจาร่างสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ไทย-ฮ่องกง เพื่อติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า คณะทำงานเพิ่งเดินทางกลับ มาถึงประเทศไทย ซึ่งการเจรจาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยมีการอธิบายและแลกเปลี่ยนความเห็นในร่างสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนซึ่ง กันและกัน ว่ามีประเด็นใดที่ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันและรับกันได้บ้าง ซึ่งส่วนที่สองฝ่ายเห็นตรงกัน คือ หากมีความจำเป็นต้องส่งเอกสารหรือข้อมูลต่าง ๆ ระหว่างกัน จะส่งผ่านมายังผู้ประสานงานกลางของแต่ละฝ่าย ซึ่งในส่วนของประเทศไทย คืออัยการสูงสุด
นายศิริศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นที่ยังรับกันไม่ได้ หรือทั้งสองฝ่ายมีความเห็นไม่ตรงกันอยู่ก็จะมีการทำเครื่องหมายวงเล็บเอาไว้ เพื่อจะได้มอบหมายให้คณะทำงานแต่ละฝ่ายทั้งไทยและฮ่องกง นำประเด็นดังกล่าวกลับ ไปศึกษาและพิจารณา ก่อนจะมีการนัดเจรจาร่างสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนฯ ในครั้งต่อไป โดยตนได้รายงานความคืบหน้า ให้นายชัยเกษม นิติ สิริ อัยการสูงสุดทราบแล้ว หลังจากนี้ในส่วนคณะทำงานฝ่ายไทยก็คงต้องประชุมระหว่างตัวแทนหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องคือศาล อัยการ กระทรวง การต่างประเทศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อพิจารณาและศึกษาประเด็นต่าง ๆ
“ประเด็นในร่างสนธิสัญญาฯ ที่ไทย-ฮ่องกง มีความเห็นไม่ตรงกัน 1.กฎหมายของฮ่องกง ใช้ระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ หรือกฎหมายจารีตประเพณี ขณะที่กฎหมายของไทยใช้เป็นระบบประมวลกฎหมาย หรือระบบลายลักษณ์อักษร 2.ภาษาแม้ร่างสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนของฮ่องกงใช้ภาษาอังกฤษเหมือนสนธิสัญญาฯ หรือกฎหมายประเทศอื่น ๆ แต่เมื่อให้คณะทำงานในส่วนของฮ่องกงแปลความหมายให้คณะทำงานของฝ่ายไทยฟังก็ พบว่ามีความหมายเฉพาะ ส่วนประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อสรุป คือ คณะทำงานฝ่ายฮ่องกง ต้องการให้ร่างสนธิสัญญาระบุความผิดเป็นข้อหาให้ชัดเจน ประมาณ 46 ข้อหา” นายศิริศักดิ์ กล่าว
ที่ จ.เชียงใหม่ เวลา 20.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ใช้ระบบวิดีโอลิงก์เข้ามาในการชุมนุมของกลุ่มนปช. โดยมีใจความสำคัญว่า วันนี้ ไม่ค่อยสบายเพราะพี่สาวจากไปและตนไม่มีโอกาสได้กราบศพ ขอกราบศพผ่านช่องทางนี้แทน และอีกอย่างตอนนี้แก่แล้วจะ 60 ปี ซึ่งคงต้องไปขอเงิน 500 บาทที่รัฐบาลแจก จากนี้ไปขอทำงานเพื่อประเทศต่อไป และเป็นเรื่องที่แปลกมากที่คนทำงานเพื่อประเทศ มีความจงรักภักดีต้องถูกไล่ออก สมัยตนทำงานเศรษฐกิจทุกอย่างดีหมด แต่ตอนนี้เศรษฐกิจพัง สิ่งที่เกิดขึ้นทำลายประเทศ ตนต้องขอพูดว่าที่ผ่านมามีคนปองร้ายตนทั้งการลอบสังหาร คาร์บอมบ์ ต้องการทำลายตน ขอให้คนเสื้อแดงอย่าแตกความสามัคคี ให้คิดถึงเป้าหมายหลักของพวกเรา
“ในวันที่ 26 มี.ค. นี้ ผมจะมาพูดอีกครั้งว่าทำอย่างไรประเทศจะพ้นวิกฤติ และหากรัฐบาลจะให้ตนช่วยก็พร้อมทำงานให้ ขอยืนยันว่าผมมีความจงรักภักดีและจะทำงานเพื่อคนไทยให้อยู่ดีมีสุขตลอดไป ตอนนี้รัฐบาลทำงานแบบถอยหลังเข้าคลอง ทำเพื่อตัวเองก่อนประชาชน โดยหลังเหตุการณ์ปฏิวัติมีการตั้ง คมช. ตั้ง คตส. มาเล่นงานผม และตอนนี้มีข่าวล้มรัฐบาลซึ่งเป็นการใส่ร้าย ผมขอยืนยันว่าไม่มีแผนมีแต่ความจงรักภักดีและขอให้ทุกคนไม่ว่าจะขัดแย้ง อย่างไร ทุกคนก็ต้องตายกันทั้งหมด ขอให้ร่วมกันทำให้ประเทศรอด ประชาชนอยู่ดีมีสุขดีกว่า” พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

Posted on 23 มีนาคม 2009 by nanamikawai
|
|||
|
|||
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์มติชน![]() |