Tag Archive | "การเมือง"

Tags: , , , ,

คลี่ข่าวคลายปม-หาก”ทักษิณ”เป็นมิตรแท้-”สนธิ”ไม่ใช่ศัตรูถาวร ?

Posted on 23 สิงหาคม 2009 by nanamikawai


คมชัดลึก : ทักษิณ ชินวัตร ไม่ใช่ นายกรัฐมนตรีคนแรกที่ “ถูกยึดอำนาจ” แล้ว “ถูกยึดทรัพย์” โดยคณะปฏิวัติ จอมพลถนอม กิตติขจร หรือแม้แต่ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ก็เคยประสบชะตากรรมเดียวกันมาแล้ว แต่ พล.อ.ชาติชาย นั้นท่านหัวใจนักเลงแท้
หลังเหตุการณ์ นั้นผ่านไป ท่านบอกคนใกล้ชิดว่า “เราเป็นนักการเมือง ต้องลืมอดีตให้ได้ ถ้าลืมไม่ได้ บางครั้งมันทำให้เราเดินต่อไปข้างหน้าไม่ได้…มันต้องจบเหมือนอ่านหนังสือ ต้องอ่านจบเป็นบทๆ ไป เมื่อเรื่องนี้มันจบไปแล้ว เราก็เริ่มบทใหม่ ไม่ใช่มามองว่าเขาปฏิวัติเราทำไม แล้วต้องกลับไปฟาดฟันเขา”

ทักษิณ ชินวัตร จะ “ได้คิด” หรือไม่ ไม่มีใครหยั่งรู้ได้ แต่ สนธิ ลิ้มทองกุล ที่เริ่มเล่นการเมืองไม่กี่วัน “คิดได้” เขาบอก สุริยะใส กตะศิลา หลังจากร่วมโต๊ะอาหารกับ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม ที่เคยบาดหมางใจกันไปพักใหญ่ว่า “เราต้องใจกว้างนะ ทำงานการเมือง เราต้องใจกว้างกว่าการทำม็อบ” วันต่อมาจึงได้ยิน สุริยะใส กตะศิลา บอกใบ้เอาไว้ล่วงหน้าว่า “วันข้างหน้าคุณสนธิจะไปทานข้าวกับใครต่อใคร มันก็เป็นไปได้ทั้งนั้น แต่ว่าเป้าหมายมันต้องชัดว่า จังหวะก้าวที่ทำลงไปก็เพื่อการเมืองใหม่”

คำ ถามคือ…การเมืองใหม่ ในทัศนะของ สนธิ ลิ้มทองกุล กับ การเมืองใหม่ ในทัศนะของ ทักษิณ ชินวัตร นั้นมีรากเง้ามาจากไหน มาจากต้นทางเดียวกันหรือไม่ ? ถ้าหากใช่… ทักษิณ ชินวัตร เพียงพลิกบทเป็นมิตรแท้ กระดกปลายลิ้นว่า การขับเคลื่อนของกลุ่มคนเสื้อแดงทุกย่างก้าว เป้าหมายก็ เพื่อการเมืองใหม่ ? และ สนธิ ลิ้มทองกุล ก็เพียงพลิกบทไม่ใช่ศัตรูถาวร เยี่ยงวลีที่ว่า “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” ในทางการเมือง ทั้งสองก็คงมีโอกาสพบกันบนโต๊ะอาหาร มันก็คงเป็นไปได้ทั้งนั้น

ศ. ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ผู้ทรงอิทธิพลด้านความคิดของ สนธิ ลิ้มทองกุล เคยพูดถึง “การเมืองเก่า” เอาไว้ในปี 2532 ว่า “หากเราถือว่าประชาธิปไตยแบบที่มีอยู่ทุกวันนี้ยังไม่ดี มันเป็นคณาธิปไตย ธนาธิปไตย…เต็มไปด้วยพวกในพรรค และการเมืองชักเป็นธุรกิจการลงทุนมากขึ้นทุกวันแล้วละก็ เราก็ควรเรียกร้องให้มีประชาธิปไตยโดยตรงในระดับชุมชนมากขึ้น… ไม่ใช่นึกถึงอดีตที่มี “อมาตยาธิปไตย” เพราะไม่ว่าจะเป็นอมาตยาธิปไตยหรือ ธนาธิปไตย มันก็แย่ทั้งคู่”

ทักษิณ ชินวัตร และกลุ่มคนเสื้อแดง จึงไม่ใช่คนกลุ่มแรกที่เอื้อนเอ่ยคำว่า “อมาตยาธิปไตย” ในสังคมนี้จนหนาหู ทว่า หนังสือพิมพ์ผู้จัดการของ สนธิ ลิ้มทองกุล ได้เผยแพร่คำว่า “อมาตยาธิปไตย” ในสังคมนี้มานานถึง 20 ปีแล้ว

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Share/Save/Bookmark

Comments (0)

Tags: , , , ,

นายฯคุย”สุเทพ”หารก.ผบ.ตร. ปัดการเมืองบีบจัดโผ

Posted on 03 สิงหาคม 2009 by nanamikawai


เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 3 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

กล่าว ถึงความคืบหน้าในการแต่งตั้งบุคคลขึ้นรักษาราชการแทนพล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ที่ลาพักราชการ ว่า ในวันที่ 3 สิงหาคมจะได้คุยกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง หลังกลับจากต่างประเทศ

ผู้ สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้มีบางฝ่ายโยงประเด็นว่าการตั้งรักษาการผบ.ตร. เกี่ยวข้องกับการจัดทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจตามโครงสร้างใหม่ของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า “ไม่มีหรอกครับ มันไม่มีอะไรอยู่แล้ว ผมไม่มีความกังวลอะไรเลย มีความพยายามจะ… ความจริงที่ผ่านมามันมีปัญหาทั้งในข้อกฎหมาย มีการครหา และร้องเรียนเรื่องผลประโยชน์มาพอสมควร แต่ไม่ได้มีหลักฐานอะไร และตัวรองฯ สุเทพเป็นคนเสนอว่าเรื่องนี้สงสัยต้องมาตั้งหลักดูกันใหม่ ท่านเป็นคนเสนอเองนะครับ ไม่ใช่ทางผมไปบีบ หรือไปบังคับอะไรทั้งสิ้น๐

เมื่อถามว่า แต่มีกระแสข่าวว่าฝ่ายการเมืองขอคนแล้วไม่ได้ดั่งใจ ก็เลยต้องการล้มโผนายตำรวจทั้งหมด นายกฯ กล่าวว่า “ผมยังไม่รู้เลยว่าโผคืออะไร ดังนั้นจะไปทราบได้อย่างไร”

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์มติชน

Share/Save/Bookmark

Comments (0)

Tags: , , ,

ชทพ.ตีปีกได้งบเพิ่มเติมกระทรวงท่องเที่ยว-เกษตร

Posted on 16 มิถุนายน 2009 by nanamikawai


วันนี้ (16มิ.ย.) นายชุมพล ศิลปอาชา รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.)

อนุมัติ โครงการด้านการพัฒนาการท่องเที่ยว ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา วงเงิน 2,459 ล้านบาทตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งว่า งบประมาณ 2,459 ล้านบาทที่กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้มาเพิ่มนั้น ถือว่าพอใจ โดยภาพรวมการจัดสรรงบประมาณฯ แต่ละกระทรวงถือว่า ดีมาก โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้งบประมาณ 5 หมื่นกว่าล้านบาทยิ่งดีมากกว่า


ทั้งนี้ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวต่อว่า การอนุมัติงบประมาณให้กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ไม่ใช่รัฐบาลต้องการเอาใจพรรคชาติไทยพัฒนา

และ ไม่ได้หมายความว่า เป็นการเพิ่มงบประมาณให้พรรคร่วมรัฐบาลมากขึ้น แต่ที่ผ่านมามีการตกหล่นไป ส่วนที่พรรคเพื่อแผ่นดินเสียความรู้สึกที่กระทรวงอุตสาหกรรมไม่ได้รับการ จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมนั้น เห็นว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้งบประมาณมากอยู่แล้ว จึงไม่น่าจะทำให้เกิดปัญหาระหว่างพรรคเพื่อแผ่นดินกับรัฐบาล พร้อมทั้งยืนยันการกู้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงินฯครั้งนี้ ไม่ใช่การกู้มาเพื่อนำมาแบ่งพรรคร่วมรัฐบาล แต่กู้เงินมาเพื่อประชาชน ฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ให้มีเงินหมุนเวียนดีขึ้น พรรคร่วมรัฐบาลไม่เอาแน่นอน การของบประมาณนั้นส่วนราชการเป็นคนขอ ไม่ใช่พรรคการเมืองขอ


เมื่อถามว่า พรรคเพื่อแผ่นดิน จะถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายชุมพล กล่าวด้วยว่า ” ไม่ถึงขนาดนั้น เดี๋ยวท่านก็ไปดูแลมหาวิทยาลัยของท่านอย่างดี ซึ่งท่านก็ยังพอมีเวลาดูแลมหาวิทยาลัยของท่านอยู่ ซึ่งเราตัดประเด็นนี้ออกไปได้เลย”

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Share/Save/Bookmark

Comments (0)

Tags: , , ,

อภิสิทธิ์ชี้ทักษิณใช้ชื่ออื่นเดินทางตปท.

Posted on 08 มิถุนายน 2009 by nanamikawai


“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”นายกรัฐมนตรี ผยมีข้อมูล “แม้ว”ใช้ชื่ออื่นเดินทางไปมาในต่างประเทศ ยอมรับตามตัวยากขึ้นเหตุเป็นช่องว่างของกฎหมาย แต่ยังไม่ได้รับรายงานกรณีที่ประเทศเยอรมันด้ถอนวีซ่าหรือเดินทางเข้าประเทศ นี้

(5มิ.ย.)เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศได้รายงานถึงกรณีที่ประเทศเยอรมันด้ถอนวีซ่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานดังกล่าว  เมื่อถามว่าจะมีการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนยังไม่แน่ใจ เนื่องจากเรื่องหนังสือเดินทางไม่มีแล้ว ในส่วนของเราจึงไม่มีประเด็น


ต่อข้อถามว่าแต่ พ.ต.ท.ทักษิณยัง คงใช้หนังสือเดินทางของประเทศอื่นๆที่มีเพื่อเดินทางไปประเทศต่างๆ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แต่ยังไม่เคยมีใครบอกตนว่าเดินทางเข้าไปในประเทศเยอรมันได้เลย และตนยังไม่เคยได้ยินข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไปเยอรมัน

เมื่อถามว่าแสดงว่า พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ได้แค่ประเทศดูไบเท่านั้นใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คงอยู่หลายประเทศ เมื่อถามว่าแต่ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ใช้พาสปอร์ตไทยแล้ว แสดงว่าการติดตามตัวในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนจะจบลงไปด้วยอย่างนั้นหรือ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “เปล่าครับ”


ต่อข้อถามว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะมีขึ้นคิดว่าคาบเกี่ยวกันกับการเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “เราใช้วิธีการว่าประเทศที่เราคาดว่า พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ นั้น ได้ขอความร่วมมือไปว่าอย่าให้เขาให้เป็นฐานในการเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งเป็นประเพณีปฏิบัติระหว่างมิตรประเทศอยู่แล้ว เหมือนประเทศอื่นๆที่เขาจะไม่ยอมให้เราไปให้ใครใช้ประเทศเราเป็นฐานการเมือง ในการโจมตีรัฐบาลหรือเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งเราก็ขอความร่วมมือแบบเดียวกัน อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาผู้ช่วย รมว.การต่างประเทศ ซึ่งเดินทางไปในหลายประเทศ บอกว่าประเทศที่เกี่ยวข้องยืนยันความร่วมมือดังกล่าว แต่ว่าอาจจะมีช่องว่างในเรื่องการติดตามความเคลื่อนไหว ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาอยู่บ้าง ยืนยันว่ารัฐบาลทำอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งที่ดูไบด้วยก็ยังทำต่อเนื่อง”


ผู้สื่อข่าวถามว่าในการติดตามตัวนั้นจำกัดเฉพาะการใช้พาสปอร์ตไทยและชื่อไทยในนาม พ.ต.ท.ทักษิณ เท่านั้นใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “พอ ใช้ชื่ออื่นก็ตามยากขึ้น ซึ่งตรงนี้เป็นช่องว่างหนึ่ง แต่รัฐบาลได้ยืนยันว่าจะใช้ชื่ออะไรก็ตาม มันสำคัญที่ตัวคน ไม่ได้สำคัญที่ชื่อ” เมื่อถามว่าเคยได้รับข้อมูลหรือไม่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้ชื่ออื่นในการเดินทางไปประเทศต่างๆ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทางผู้ช่วย รมว.การต่างประเทศได้ติดตามอยู่ตลอด เมื่อถามย้ำว่าแสดงว่าพ.ต.ท.ทักษิณ มีการใช้ชื่ออื่นในการเดินทางจริงใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราเข้าใจอย่างนั้น เพราะยังมีความคลาดเคลื่อนตรงนี้กันอยู่ ต่อข้อถามว่าจะมีการอุดช่องโหว่ตรงนี้อย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “กำลังทำอยู่ครับ”


เมื่อถามว่าการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้ความเป็นนักธุรกิจในการเดินทางเข้าประเทศต่างๆนั้นเป็นอุปสรรคหนึ่งในการติดตามตัวกลับมาหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การนำตัวกลับมาต้องเป็นไปตามกฎหมายและสนธิสัญญา เพราะอย่าลืมว่าเรามีหลายคนที่พยายามตามตัวกลับมาก่อนหน้านี้ ซึ่งทำได้ด้วยความยากลำบาก โดยมีตัวอย่างซึ่งเป็นที่รู้จักอยู่ 2-3 คน กระบวนการนี้มันไม่ง่าย แต่อย่างน้อยที่สุดสิ่งที่เราต้องทำคืออย่าให้มีการใช้ต่างประเทศเป็นฐานใน การเข้ามาโจมตี

เมื่อ ถามถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการยกร่างกฎหมายการส่งผู้ร้ายข้ามแดน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ส่วนใหญ่มีความคืบหน้า มีการเจรจายกร่างตัวสัญญาต่างๆ ส่วนเรื่องการประสานงานกับทางตำรวจสากลนั้น ก็มีการประสานไป แต่อย่างที่ตนบอกแล้วว่ามักจะมีช่องว่างอยู่ในเรื่องชื่อ ต่อข้อถามว่าในเมื่อชื่อที่ใช้เดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ตรงกับที่ไทยประสานกับตำรวจสากลไปจะเป็นปัญหาหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องไปทำความเข้าใจกัน ต้องเอาตัวคน ไม่ได้สำคัญที่ชื่อ

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Share/Save/Bookmark

Comments (0)

Tags: , , ,

“เพื่อไทย”เตรียมร้อง กกต.กล่าวหา “ภูมิใจไทย-เนวิน”ทำผิดกฎหมาย

Posted on 08 มิถุนายน 2009 by nanamikawai


เพื่อไทย 8 มิ.ย.- พรรคเพื่อไทยเตรียมเข้าร้องต่อ กกต. บ่ายวันนี้ กล่าวหาพรรคภูมิใจไทยทำผิดกฎหมายเลือกตั้งที่ จ.สกลนคร และ “เนวิน ชิดชอบ” ที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งยังยุ่งกับการเมือง ระบุ หากความยุติธรรมไม่เกิด ความสามัคคีก็คงไม่เกิดขึ้นเช่นกัน

นายพร้อมพงศ์  นพฤทธิ์  โฆษกพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่พรรคภูมิใจไทยจัดสัมมนาพรรค และจัดกิจกรรมร่วมกับประชาชน

ที่ ต.หนองไผ่ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ว่า พรรคเพื่อไทยพบว่ามีการดำเนินการไปในทางทุจริตและกระทำการขัดต่อกฎหมายเลือก ตั้ง เพราะนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้แจกเงิน 2,000 บาท ให้กับชาวบ้านนำพื้นที่ อ.พรรณานิคม


โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวต่อว่า แม้ที่ อ.พรรณานิคม จะไม่ใช่พื้นที่เลือกตั้ง และอยู่ห่างจากพื้นที่เลือกตั้ง 30 กิโลเมตร

แต่ ทางกฎหมายไม่ว่าจะเป็นมาตรา 103 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ฯ และรัฐธรรมนูญมาตรา 237 มีหลักฐานว่า เป็นการกระทุจริต เพราะกรณีของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชนที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตการเลือกตั้ง ด้วยการแจกเงิน จนเป็นเหตุให้พรรคพลังประชาชนถูกยุบ ถือเป็นกรณีใกล้เคียงกัน เพราะนายยงยุทธ ถูกกล่าวหาว่า แจกเงินในพื้นที่กรุงเทพมหานคร


นอก จากนี้ นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า การกระทำของ นายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหาพรรคไทยรักไทย  ที่ไปร่วมสัมมนาและเป่านกหวีดเรียกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยประชุม ถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่

เพราะนายเนวินเป็นผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง “พรรค เพื่อไทยจะนำหลักฐานทั้ง 2 เรื่อง ไปร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในช่วงเวลา 14.00 น.วันนี้ (8 มิ.ย.) หาก กกต.ไม่ทำอะไร จะถือว่าเป็นการกระทำ 2 มาตรฐาน และหากความยุติธรรมไม่เกิดความสามัคคีก็คงไม่เกิดขึ้นเช่นกัน” นายพร้อมพงศ์ กล่าว


ต่อ กรณีข่าวที่พรรคภูมิใจไทยระบุว่า ส.ส.ภาคอีสาน พรรคเพื่อไทย เตรียมย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทยจำนวนมาก นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ไม่เป็นความจริง

ส.ส.ส่วนใหญ่ยังยืนยันจะอยู่กับ พรรค เพราะกระแสของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังเป็นที่นิยมของคนอีสาน และคนอีสานส่วนใหญ่ยึดมั่นในเรื่องการกตัญญูและซื่อสัตย์ “ขณะนี้มีความพยายามเจรจาติดต่อซื้อตัว ส.ส.พรรคเพื่อไทย แต่ก็ได้รับการปฏิเสธจาก ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย” นายพร้อมพงศ์ กล่าว.- สำนักข่าวไทย

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย:”ข่าวเข้ม ฉับไว เป็นกลาง”

Share/Save/Bookmark

Comments (0)

Tags: , , ,

“เทพไท”โต้”หมอเลี้ยบ” ยืนยัน ปชป.มีความพร้อมบริหารประเทศ

Posted on 08 มิถุนายน 2009 by nanamikawai


นายเทพไท  เสนพงศ์  โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ ที่พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ (8 มิ.ย.)

กรณี ที่ น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี  อดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ระบุว่า รัฐบาลชุดนี้มี 3 ไม่ ในการบริหารประเทศ คือ ไม่พร้อม ไม่ว่าง และไม่มีเงิน ว่า พรรคประชาธิปัตย์พร้อมที่จะบริหารราชการแผ่นดินตลอดเวลา เคยเป็นทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ดังนั้น จึงเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริง


“ที่บอกว่าไม่ว่าง เพราะมีปัญหามาก เนื่องจาก 6 - 7 ปี ที่ระบอบทักษิณเข้ามาบริหารประเทศ ได้ทิ้งปัญหาให้รัฐบาลชุดนี้มาสะสางมาก ส่วนที่บอกว่าไม่มีเงิน ก็เป็นที่ทราบดีกว่า ก่อนที่พรรคประชาธิปัตย์มาเป็นรัฐบาล เหลือเงินคงคลังอยู่เท่าไร  ทำให้พรรคจำเป็นต้องกู้เงินเข้ามา” นายเทพไท กล่าว.-สำนักข่าวไทย

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย:”ข่าวเข้ม ฉับไว เป็นกลาง”

Share/Save/Bookmark

Comments (0)

Tags: , , ,

พันธมิตรฯ ตั้งพรรค “การเมืองใหม่” -“สมศักดิ์” รั้ง หน.ชั่วคราว

Posted on 03 มิถุนายน 2009 by nanamikawai


พันธมิตรฯ ตั้ง “พรรคการเมืองใหม่” สมศักดิ์-สุริยะใส นั่งหัวหน้าและเลขาธิการพรรคชั่วคราว พร้อมเตรียมยื่นจดทะเบียนขอจัดตั้งพรรคอย่างเป็นทางการในวันพฤหัสบดีที่ 4 มิ.ย.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า

เมื่อ เวลา 10.30 น.วันนี้ (2 มิ.ย.) ที่บ้านพระอาทิตย์ มีการประชุมผู้ก่อตั้งพรรคการเมืองของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยมีแกนนำพันธมิตรฯ จากทุกภูมิภาค และแนวร่วมจากหลากหลายภาคส่วนเข้าร่วมประชุมจำนวน 20 คน โดยมีนายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรฯ เป็นประธานการประชุม

ทั้ง นี้ สาระในการประชุมที่สำคัญ คือ การเลือกหัวหน้าพรรค และผู้ที่จะดำรงตำแหน่งในส่วนต่างๆ ของพรรค นโยบายของพรรค การกำหนดข้อบังคับของพรรค ซึ่งส่วนดังกล่าวจะเป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

สำหรับ วาระแรกของการประชุม นายสมศักดิ์ได้ให้ผู้เข้าร่วมประชุมเสนอชื่อพรรคการเมือง โดยนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ ได้เสนอชื่อพรรค 3 ชื่อ ซึ่งได้มีการลงความเห็นจากประชาชนภาคส่วนต่างๆ ของพันธมิตรฯ มาแล้ว คือ

1.พรรคเทียนแห่งธรรม 2.พรรคพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 3.พรรคการเมืองใหม่

จาก นั้นผู้เข้าร่วมประชุมได้อภิปรายถึงเหตุผลในส่วนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อย่างกว้างขวางต่อชื่อพรรคทั้ง 3 ชื่อ เช่น พรรคเทียนแห่งธรรม และพรรคพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีการจดทะเบียนไปก่อนแล้ว จึงอาจมีการซ้ำซ้อนขึ้นได้ อีกทั้งชื่อพรรคเทียนแห่งธรรมยังไม่ได้บอกนัยที่ชัดเจนมากนัก

ส่วน ชื่อพรรคพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ส่วนหนึ่งเห็นว่าอาจไปทับซ้อนกับการเคลื่อนไหวของการเมืองภาคประชาชน และควรที่จะคงไว้ในส่วนของภาคประชาชนมากกว่า

อย่างไรก็ดี ที่ประชุมได้ข้อสรุปอย่างเป็นเอกฉันท์ว่าจะใช้ชื่อ “พรรคการเมืองใหม่” โดยมีเหตุผลว่า

ชื่อ พรรคการเมืองใหม่ มีนัยที่แสดงถึงการต่อสู้ที่ต้องการจะให้เกิดการเมืองใหม่ ที่มีพลังบริสุทธิ์ และเป็นพลังที่ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงการเมืองแบบเก่าไปสู่สิ่งที่ดีกว่า โดยจะใช้ชื่อตัวย่อภาษาไทย คือ ก.ม.ม. และใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า NEW POLITICS PARTY ชื่อย่อ N.P.S.P.

ส่วนวาระที่ 2 เป็นการลงมติในส่วนของที่ทำการพรรค ที่ประชุมได้มีมติว่าจะใช้บ้านของนายสมศักดิ์ โกศัยสุข เป็นที่ทำการพรรค โดยจะใช้อย่างไม่เป็นทางการไปก่อน ซึ่งขณะนี้ทางแกนนำพันธมิตรฯ ได้มีการไปสำรวจดูที่ทำการพรรคที่จะให้มีความเหมาะสมมากที่สุดอยู่ คาดว่าน่าจะอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร

เบื้องต้นที่ประชุมผู้จัด ตั้งพรรคมีการเสนอชื่อของหัวหน้าพรรคชั่วคราวแล้ว โดยนายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรฯ ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค และนายสุริยะใส กตะศิลา เป็นเลขาธิการพรรคชั่วคราว

ต่อมาในเวลา 12.30 น. นายสมศักดิ์ โกศัยสุข หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่

พร้อมด้วยผู้จดทะเบียนจัดตั้งพรรครวม 21 คนได้ออกแถลงการณ์พร้อมกันว่าที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ตั้งชื่อ “พรรคการเมืองใหม่” (ก.ม.ม.) โดยจะเดินทางไปจดทะเบียนอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 มิ.ย.เวลา 08.00 น. โดยตำแหน่งหัวหน้าพรรค และเลขธิการพรรคในวันนี้ถือเป็นการชั่วคราว เพื่อรอจดทะเบียนอย่างเป็นทางการแล้วก็จะมีการประชุมคัดสรรหัวหน้าพรรครวม ทั้งกรรมการบริการพรรคอีกครั้งหนึ่ง

ส่วน สีประจำพรรคการเมืองใหม่ คือ สีเหลือง-เขียว สีเหลือง เพื่อเชิดชูสถาบันกษัตริย์ และประชาธิปไตย สีเขียวหมายถึงการเมืองต้องไร้ซึ่งมลพิษ ส่วนโลโก้พรรคอยู่ในช่วงนำกลับไปปรับปรุงซึ่งคงจะได้เห็นชัดเจนในวันที่ 4 มิ.ย.นี้

นายสมศักดิ์ตอบคำถามสื่อมวล ชนถึงความคาดหวังในจำนวน ส.ส.ที่จะได้รับเลือกเข้าสู่สภาฯ ว่า เป็นเรื่องไกลตัวในขณะนี้ แต่ก็ไม่ได้คาดหวังว่าถึงจำนวนเก้าอี้เพราะการเมืองใหม่จะต้องเน้นที่คุณภาพ ไม่ได้เน้นที่ปริมาณ ส่วนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในภาคประชาชน ก็ยังคงมีความเคลื่อนไหวต่อไปเพื่อตรวจสอบพรรคการเมือง ไม่เว้นแม้แต่พรรคการเมืองใหม่ ในส่วนของ ส.ส.ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งก็ให้พี่น้องพันธมิตรฯเป็นผู้เสนอรายชื่อขึ้น มา โดยที่กรรมการบริหารพรรคจะไม่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องคัดสรรบุคคล

รายชื่อคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองใหม่

1. นายสมศักดิ์ โกศัยสุข เป็นหัวหน้าพรรค
2. นางภินันทน์ โชติรสเศรณี เป็นรองหัวหน้าพรรค

3. นายสุริยะใส กตะศิลา เป็นเลขาธิการพรรค
4. นายพิชิต ไชยมงคล เป็นรองเลขาธิการพรรค
5. นางลักขณา ดิษยะศริน เป็นเหรัญญิกพรรค
6. นางภาณุมาศ พรหมสูตร เป็นนายทะเบียนสมาชิกพรรค
7. พล.ร.ท.ประทีป ชื่นอารมณ์ เป็นโฆษกพรรค
8. นายสุทธิ อัชฌาศัย เป็นกรรมการบริหารพรรค
9. นางชญาบุญ เพชรพรหม กรรมการบริหารพรรค
10. น.ส.นิตายา กุระคาน กรรมการบริหารพรรค
11. น.ส.อาภารัตน์ ชาติชุติกำจร กรรมการบริหารพรรค
12. น.ส.ฉัตรกุล คำมีอ่อน กรรมการบริหารพรรค
13. น.ส.จีรนันท์ อินทร์สุริวงศ์ กรรมการบริหารพรรค
14. นางลักขณา ดิษยะศริน กรรมการบริหารพรรค
15. นายบรรจง นะแส กรรมการบริหารพรรค
16. นางชญาดา ศริญญามาศ กรรมการบริหารพรรค
17. นายวิลิต เตชะไพบูลย์ กรรมการบริหารพรรค
18. นายสมศักดิ์ อิสมันยี กรรมการบริหารพรรค
19. นางเสาวนีย์ รุ่งช่วง กรรมการบริหารพรรค
20. น.ส.พรชุลี คงขวัญ กรรมการบริหารพรรค
21. นางเพลินพิศ ทองวล กรรมการบริหารพรรค
22. นางเสน่ห์ หงส์ทอง กรรมการบริหารพรรค
23. นางกาญจนา กาญจนเสวี กรรมการบริหารพรรค

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี
โดย : ผู้จัดการออนไลน์

Share/Save/Bookmark

Comments (0)

Tags: , , , ,

ปชป.แฉ เติ้ง-พรรคร่วม กดดัน อภิสิทธิ์

Posted on 06 พฤษภาคม 2009 by nanamikawai


ปชป.แฉเติ้ง-พรรคร่วม กดดัน”อภิสิทธิ์”

ปลดล็อกม.237ชี้สุดท้ายยุบสภา

“ปชป.” ปูด “บรรหาร” นำทีมพรรคร่วมฯ บีบ “มาร์ค” ปลดล็อกนักโทษการเมือง ม.237 ให้ได้ ฟันธง “หล่อใหญ่” ยึดหลักการมากกว่าหลักกู เชื่อยุบสภาเป็นทางออกสุดท้าย ขณะที่ “ประธาน ส.ส.” เตรียมนัดประชุมพิเศษ เปิดเวที ส.ส. ลงมติหาจุดยืน “เด็กเทพ-เด็กหยัด” ใครมากกว่ากัน ฝ่าย “มาร์ค” ท่องคาถาแก้ รธน. ไม่ใช่ชนวนเลือดรอบใหม่ พร้อมขอร้อง “พันธมิตรฯ” อย่าใจแคบ “วิปรัฐนาวา” เดินเกม 2 คณะใส่เกียร์ห้าหาข้อสรุป ส่วน “ดิเรก ถึงฝั่ง” หัก “ปู่ชัย” ขอประเดิมทำงาน 45 วัน ฟาก “ปู่สุข” รับ “พี่น้อง ส.ว.” ร่วมสางวิกฤติ ด้าน “เพื่อไทย” ชงรัฐบาลทำประชามติแก้ รธน. หรือไม่อย่างไร

มาร์ค”วอน“พธม.”ใจกว้าง

เมื่อ วันที่ 4 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประกาศจะออกมาแสดงพลัง คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า อยากเชิญชวนทุกภาคส่วนให้เข้าไปช่วยกันแสดงความคิดเห็นต่อ คณะกรรมการของรัฐสภา 2 ชุด คือ คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง ซึ่งรัฐสภาต้องเปิดกว้าง ส่วนที่กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรม ก็เป็นความเห็นที่ต้องรับฟังแล้วมาแลกเปลี่ยนกัน ขณะเดียวกันก็ต้องฟังความเห็นของคนอื่นด้วย

นายกฯ กล่าวอีกว่า เชื่อว่าคณะกรรม การของรัฐสภาต้องไปรับฟังประชาชนอย่างค่อนข้างเป็นระบบ และสุดท้ายผู้แทนของประชาชนจะต้องเป็นคนตัดสินใจ ซึ่งถ้าเรามีกระบวนการที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้ ก็อยากจะส่งเสริมอย่างเต็มที่

ชี้แก้“รธน.”ไม่ฟื้นชนวนเลือด

ส่วน ที่พรรคเพื่อไทยไม่มั่นใจนายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราได้คัดเลือกกรรมการจากคนที่คิดว่ายอมรับกันได้ และที่ไปเลือก ส.ว. เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่ามีความเป็นกลางอยู่ เมื่อถามว่า นายดิเรกเห็นด้วยกับข้อเสนอให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 ที่เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมือง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องไปฟังเหตุผลว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร และต้องฟังเสียงของกรรมการทั้งหมดด้วย

นายกฯ กล่าวอีกว่า เราต้องช่วยกันทำให้สังคมสามารถหาข้อยุติความขัดแย้งทางความคิดด้วยวิธีและ ระบบที่มีความเป็นธรรม และไม่ส่งผลกระทบในแง่ของความรุนแรง ทั้งนี้ไม่คิดว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นชนวนความขัดแย้งอีกรอบ เพราะความขัดแย้งทางความคิดมีอยู่แล้ว และอยู่เบื้องหลังของความเคลื่อนไหวของ ฝ่ายต่าง ๆ แต่ถ้าวันนี้เราพยายามหากระบวนการหาทางออกโดยไม่มีความรุนแรง คิดว่าน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

“วิปรัฐบาล”เร่ง2คณะปิดบัญชี

นาย ชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธาน คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) แถลงว่า วิปรัฐบาลได้หารือและเห็น ตรงกันว่าคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองและ คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ควรทำหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริง ข้อยุติทางการเมือง เพื่อนำไปสู่การศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมทั้งเปิดให้กว้างยอมรับฟัง ความคิดเห็นของทุกภาคส่วน และให้พร้อมใจ กันปรับปรุงแก้ไข เพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ ดังนั้นคณะกรรมการต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดหรือเสื้อสีใดให้ หันมาร่วมกันติดตามผลการประชุมของคณะกรรมการ

“เมื่อ กลไกรัฐสภาเปิดกว้าง ขอให้ทุกฝ่ายที่ยังติดใจหันมาพูดคุยในชั้นกรรมาธิการ วิปรัฐบาลได้มอบให้ตัวแทนวิปแต่ละพรรคไปทำความเข้าใจ ไปประสานงานกับตัวแทนกรรมการทั้งสองชุดเพื่อขับเคลื่อนการทำงานให้ได้ผลยุติ โดยเร็ว” ประธานวิปรัฐบาล กล่าว

โวย“เติ้ง”บีบให้นิรโทษกรรม

แหล่ง ข่าวจากพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า บรรดา ส.ส.ในพรรคต่างแสดงความไม่สบายใจกับกระแสการแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะนี้ โดยเฉพาะประเด็นการนิรโทษกรรมและการยุบพรรคการเมือง ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับความเห็นของนายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรค ที่คัดค้านการนิรโทษกรรมผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง เพราะไม่เคารพกฎหมาย และเป็นการตบหน้าศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าจะแก้มาตราอื่น เช่น มาตรา 190, 265 หรือ 266 พอรับได้ แต่หากมีการแก้ไขมาตรา 237 และมีนิรโทษกรรม เชื่อว่าสังคมภายนอกจะรับไม่ได้อย่างเด็ดขาด ไม่ใช่เพียงกลุ่มพันธมิตรฯ เท่านั้น

“ยอมรับว่าขณะนี้พรรคร่วม รัฐบาลบีบมามาก โดยเฉพาะนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย จึงไม่รู้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเจรจากับพรรคร่วมเพื่อหาจุดกึ่งกลางได้อย่าง ไร เพราะก่อนหน้านี้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะเลขาธิการพรรค ก็เคยพูดในที่ประชุมว่าการมาเป็นรัฐบาลครั้งนี้ เราต้องการเพียงเก้าอี้นายกฯ ดังนั้นหากพรรคร่วมต้องการอะไรบางทีก็ต้องยอม” แหล่งข่าว ระบุ

“ปชป.”ฟันธง“มาร์ค”ยุบสภา

แหล่ง ข่าวคนเดียวกัน กล่าวว่า หากพรรคร่วมรัฐบาลยังบีบเข้ามามาก ๆ เชื่อว่านายกฯ คงตัดสินใจยุบสภา เพราะ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์หลายคนพูดตรงกันว่า ยอมเป็นฝ่ายค้านหรือถูกโดดเดี่ยวดีกว่าที่จะเป็นรัฐบาลต่อไปแต่ไม่รักษาหลัก การหรือไม่เหลือความเป็นตัวเองอยู่เลย

แหล่ง ข่าว กล่าวด้วยว่า ส.ส.ของพรรคบางส่วนยังรู้สึกว่าในรัฐบาลขณะนี้มีคนทำงานอยู่เพียง 2 คนเท่านั้น คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ส่วนคนอื่นทำงานแบบลอยตัว แถมยังทำตัวห่างเหินจาก ส.ส.ในพรรคอีก เพราะคิดว่าจะเข้ามาก้าวก่ายการทำงานในกระทรวง ดังนั้นไม่ใช่เพียงแค่คำเตือนของนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ที่บอกว่าข้าราชการไม่รักรัฐมนตรีของพรรคเท่านั้น แม้แต่คนในพรรคยังจะไม่ค่อยรักด้วย

ลากเกมแก้รธน.ให้ ส.ส.โหวต

นาย ชุมพล กาญจนะ ประธาน ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์จะประชุมกรรมการสมานฉันท์ฯ ในสัดส่วนของพรรคทั้ง 8 คน ในวันที่ 6 พ.ค. ที่รัฐสภา โดยมีนายบัญญัติ เป็นประธานเพื่อหารือถึงกรอบและแนวทางการทำงานก่อนที่คณะกรรมการสมาน ฉันท์ฯ จะนัดประชุมครั้งแรกในวันที่ 7 พ.ค.

ประธาน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หลังจากคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ชุดใหญ่ประชุมเสร็จ ตนจะเรียกประชุม ส.ส.ของพรรคนัดพิเศษ เพื่อให้ ส.ส.แสดงความเห็นและลงมติเกี่ยวกับประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการนิรโทษ กรรม โดยใช้เสียงส่วนใหญ่ของพรรคเป็นตัวตัดสิน อย่างไรก็ตามพรรคก็จำเป็นต้องฟังเสียงของประชาชน รวมถึงเสียงคัดค้านของกลุ่ม พันธมิตรฯ ด้วย ส่วนการทำประชามตินั้นควรจะทำหลังจากที่ได้ประเด็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้ว ส่วนตัวอยากให้แยกประเด็นการลงประชา มติแก้ไขรัฐธรรมนูญและการนิรโทษกรรมผู้ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองออกจากกัน ยืนยันว่าจะไม่มีการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อนิรโทษกรรมให้กับผู้ที่มีความผิดใน คดีอาญาอย่างเด็ดขาด

“เพื่อไทย”จี้รัฐทำประชามติ

ที่ พรรคเพื่อไทย นายวิชาญ มีนชัย นันท์ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทย แถลงว่า ขณะนี้มีความเห็นต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญออกเป็น 2 ฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่งสนับสนุนให้แก้ไข อีกฝ่าย เช่น กลุ่มพันธมิตรฯ คัดค้าน ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของคณะกรรมการ สมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้นขอเสนอความเห็นไปยังรัฐสภาและรัฐบาลให้พิจารณาจัดทำประชามติสอบถาม ความเห็นของประชาชนเพื่อหาข้อยุติ หากไม่ดำเนินการสอบถามความเห็นของประชาชนปัญหาก็ไม่จบ อย่างไรก็ตามก่อนดำเนินการจัดทำประชามติ ให้เผยแพร่ข้อมูลและความรู้อย่างทั่วถึงรอบด้าน ส่วนประเด็นคำถาม เช่น จะให้แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ หาก เห็นชอบแก้ไขจะใช้ฉบับใดเป็นตัวตั้ง และเห็นควรแก้ไขประเด็นใดบ้าง

“ดิเรก”ไม่ชี้นำ-เมินเสียงค้าน

ที่ รัฐสภา นายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสมานฉันท์ เพื่อการปฏิรูปการเมือง และศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ว่า คณะกรรมการสมานฉันท์ฯ จะนัดประชุมครั้งแรกในวันที่ 7 พ.ค. เวลา 13.30 น. เพื่อกำหนดกรอบการทำงาน หารือในส่วนเนื้อหา ระยะเวลา และประเด็นในการศึกษา รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อได้ประเด็นที่ชัดเจนแล้วคณะกรรมการจะพิจารณาศึกษาไปทีละประเด็น ไม่มีการชี้นำ อยากให้คิดกันว่าประเด็นที่เป็นปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมามีอะไรบ้าง

ส่วนกรณีกลุ่ม พันธมิตรฯ ออกมาส่งสัญญาณคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ กล่าวว่า เรื่องนี้คงเป็นคนละส่วน เราเป็นคณะกรรมการศึกษาการแก้ไขปัญหาในทุกเรื่อง ไม่จำกัดเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สิ่งที่คณะกรรมการวิตกและคิดหาทาง คือ เราจะมีวิถีทางใดที่จะข้ามผ่านวิกฤติบ้านเมืองในขณะนี้ไปได้

ยันกรอบทำงานเบื้องต้น45วัน

นาย ดิเรก กล่าวถึงกรอบระยะเวลาการทำงานว่า เดิมประธานรัฐสภาได้กำหนดเวลาทำงานไว้ 15 วัน แต่ล่าสุดบอกว่าต้องการให้เสร็จโดยเร็ว อย่างไรก็ตามเบื้องต้นน่าจะกำหนดกรอบเวลาไว้ประมาณ 45 วัน โดยจะรายงานผลการศึกษาให้ประชาชนทราบเป็นระยะ เพื่อให้ประชาชนทราบว่าสิ่งที่ทำไม่ใช่เกมซื้อเวลา แต่เป็นการคิดที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหาบ้านเมืองอย่างจริงจัง หากเวลาไม่พอคงต้องขอประธานรัฐสภาให้ขยายเวลาออกไป

“ผม เชื่อว่าเรามาถูกทาง ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ว่ากันอีกที ถามว่าหนักใจไหมก็หนักใจ เพราะวิกฤติการเมืองเกิดขึ้นมา 3-4 ปีแล้ว ไม่ใช่เรื่องง่าย ความหนักใจจึงเป็นธรรมดา แต่เมื่อเห็นจากคำสั่งที่ตั้งคณะกรรมการแล้วเราได้เชิญคู่กรณีทุกฝ่ายเข้ามา ทำงาน ให้ทุกคนได้มาแสดงความเห็น ประเด็นใดเห็นตรงกันเราก็นำไปดำเนินการ ประเด็นเห็นไม่ตรงกันก็ต้องคิดหาจุดกลางที่พบกันได้แล้วเอาจุดนั้นมาทำให้ ทุกฝ่ายยอมรับ” ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ระบุและว่า ส่วนที่พรรคเพื่อไทยไม่พอใจที่ตนเป็นประธานก็ไม่เป็นไร จะขอทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพราะอยากเห็นเมืองไทยออกจากความขัดแย้ง

“ประสพสุข”แจงที่มาที่ไป2กก.

นาย ประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า อยากให้รอดูการทำงานของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ก่อน ซึ่งคงใช้ระยะเวลาในการศึกษาไม่นาน ทั้งนี้คิดว่าถึงเวลาที่ควรจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะขณะนี้ได้ใช้มาเกิน 1 ปีแล้ว และเมื่อเห็นข้อบกพร่อง ก็ควรจะแก้ไข ส่วนที่ ส.ว.บางกลุ่มคัดค้านก็ขอให้ฟังเหตุผลเช่นกัน ซึ่งท้ายที่สุดก็ต้องฟังเสียงส่วนใหญ่

ส่วน ที่บางฝ่ายมองว่านายดิเรก เป็นคนของพรรคการเมืองนั้น ประธานวุฒิสภา กล่าวว่า ทุกฝ่ายบอกว่าคนนี้ใช้ได้ ท่านเป็น ส.ว.ไม่ใช่คนของพรรคการเมือง ต่อข้อถามว่ามีคนสงสัยว่ามีคนนามสกุลเดียวกับประธานวุฒิสภา และรองประธานวุฒิสภา ร่วมอยู่ในคณะกรรมการทั้งสองชุด นายประสพสุข ชี้แจงว่า นายประสงค์ศักดิ์ บุญเดช กรรมการสมาน ฉันท์ฯ เป็นพี่ชายของตน แต่ตนไม่ได้เสนอชื่อ ทราบว่ามี ส.ว.ภาคอีสานเป็นคนเสนอ เนื่องจากนายประสงค์ศักดิ์เป็นอดีตผู้ว่าฯ จึงมีความคุ้นเคยกัน ส่วนนายสมศักดิ์ บุญทอง ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองนั้นก็ เป็นน้องชาย น.ส.ทัศนา บุญทอง รองประธานวุฒิสภา คนที่ 2

ส.ว.ขานรับแก้กติกาปูทางสันติ

นาย สิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ ส.ว.นครศรีธรรมราช กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทยคัดค้านนายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี เป็นประธานคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ว่า ตนเห็นว่านายดิเรกมีความเหมาะสม มีความเป็นกลาง วางตัวเป็นผู้ใหญ่ และไม่เคยแสดงตัวว่าเข้าข้างฝ่ายใด จึงเห็นว่าควรให้โอกาสนายดิเรกได้ทำหน้าที่ คณะกรรมการชุดนี้เป็นเพียงคณะกรรมการเพื่อรวบรวมแนวทาง ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองเท่านั้น เพราะขั้นตอนสุดท้ายอยู่ที่สมาชิกรัฐสภาจะเป็นผู้พิจาณาและฟังเสียงของ ประชาชนว่าเห็นด้วยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ คณะกรรม การชุดนี้ไม่ได้ตั้งขึ้นมาทำหน้าที่แก้ไขรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด

“ผม คิดว่าหากยืนกระต่ายขาเดียวไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจเป็นปัญหา เพราะหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วนำไปสู่ความสันติก็น่าจะยอมรับ อีกทั้งขณะนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้วและรัฐบาลเป็นผู้ริเริ่มให้มีการพิจาณา เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ควรจะรับพิจารณา” ส.ว.นคร ศรีธรรมราช ระบุ

40 ส.ว.ดักคอ“พธม.”เสียมวย

นาย สาย กังกะเวคิน ส.ว.ระยอง กลุ่ม 40 ส.ว. กล่าวว่า นายดิเรก มีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุดที่จะเป็นประธานคณะกรรมการสมาน ฉันท์ฯ เพราะไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ไม่เลือกข้างไม่เลือกสี มีความเป็นกลาง อีกทั้งยังเป็น ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้ง และเป็นบุคคลที่วุฒิสภาเห็นชอบให้เป็นตัวแทนของวุฒิสภา จึงไม่มีเหตุที่พรรคเพื่อไทยต้องคัดค้าน ส่วนกรณีที่แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ นัดชุมนุมใหญ่นั้น ตนเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาในการชุมนุมเนื่องจากต้องรอพิจารณาก่อนว่าจะมีการ แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่และหากแก้จะแก้ไขมาตราใดบ้าง

“กลุ่ม พันธมิตรฯ ควรอยู่นิ่ง ๆ หากเคลื่อนไหวเวลานี้กลุ่มพันธมิตรฯ อาจจะเสียความนิยม อีกทั้งหากนัดชุมนุมจริงก็ไม่ควรชุมนุมปิดทางตัน ควรพบกันครึ่งทาง เพราะบางข้อก็เห็นว่าควรมีการแก้ไข เช่น มาตรา 237 ที่เกี่ยวกับความผิดให้ยุบพรรคการเมือง เนื่องจากไม่ยุติธรรมกับสมาชิกที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่น่าจะรับฟังกันได้ เพราะส่วนใหญ่ขณะนี้เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา” นายสาย กล่าว

คนพิการสะกิดแก้ปากท้องดีกว่า

วัน เดียวกัน ที่รัฐสภา นายอภิเดช เดชวัฒนะสกุล ประธานชมรมคนพิการพัฒนาตนเองคลองเตย เข้ายื่นหนังสือไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อนายวรินทร์ เทียมจรัส ส.ว.สรรหา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา เนื่องจากเห็นว่าปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากรัฐธรรมนูญ แต่เกิดจากนักการเมืองผู้ใช้รัฐธรรมนูญ อีกทั้งไม่เห็นด้วยที่จะให้ฝ่ายการเมืองเป็นแกนนำในการปฏิรูปการเมือง แต่ควรให้เป็นหน้าที่ของสภาพัฒนาการ เมืองที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคมทุกภาคส่วน

นาย วรินทร์ กล่าวว่า วันนี้ประชาชนระดับรากหญ้ามองว่าไม่ได้รับประโยชน์จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ควรเร่งแก้ปัญหาปากท้องมากกว่า ทั้งนี้ กมธ.ฯ ได้รับการติดต่อจากประชาชนภาคส่วนต่าง ๆ ในการยื่นข้อเสนอเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะได้ส่งต่อให้ประธานวุฒิสภาและคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ต่อไป

“กกต.”เตือนคิดให้ดีแก้ ม.237

ที่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง และอดีตกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 กล่าวถึงข้อเรียกร้องของฝ่ายการเมืองที่ต้องการแก้ไขมาตรา 237 ว่า เจตนารมณ์ของมาตราดังกล่าว กมธ.ยกร่างรัฐธรรรมนูญต้องการแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียง จึงกำหนดให้กรรมการบริหารพรรคต้องร่วมรับผิดชอบ เพราะหากมีการกระทำความผิดถือ เป็นการกระทำที่ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองโดยมิ
ชอบ

“หาก เปรียบการเมืองก็เหมือนกับกีฬาฟุตบอลที่ต้องมีการกำหนดกติกาในการเล่น ก่อนลงสนามทุกคนรู้กติกาอยู่แล้วว่าถ้ากระทำผิดกติกาจะต้องถูกลงโทษอย่างไร เช่น กติกาเขียนไว้ว่าถ้ามีผู้กระทำผิดกฎจะต้องถูกไล่ออกทั้งทีม แต่ก็ยังมีคนทำผิดกติกา อย่างนี้ก็ต้องไล่ออกทั้งทีม อย่างไรก็ตามถ้ายืนยันว่าจะต้องแก้ไขมาตรา 237 คงต้องมีการพิจารณากันให้ดี” อดีต กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ระบุ.

“พท.”หาหัวหน้าสู้ศึกเลือกตั้ง

อีก เรื่องหนึ่ง รายงานข่าวจากคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยแจ้งถึงกระแสข่าวการเปลี่ยนตัว คณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยแทนชุดเดิมที่มีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ เป็นหัวหน้าพรรรค ว่า แกนนำพรรคเพื่อไทยได้ทาบทามบุคคลภายนอกหลายคนที่มีบารมีและเป็นที่ยอมรับของ สังคมเพื่อให้มาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยในอนาคตเป็นระยะเวลาหนึ่ง แล้ว อาทิ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ และ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน โดยการทาบทามครั้งนี้ปูทางไว้สำหรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในครั้งต่อไป

นาย ยงยุทธ เปิดเผยว่า หากจะมีการปรับเปลี่ยนคณะกรรมการบริหารพรรคจริงจะต้องมีการเรียกประชุมใหญ่ สมาชิกพรรคก่อน อย่างไรก็ตามตนยืนยันแทนกรรมการบริหารพรรคทุกคนได้ว่าหากสมาชิกต้องการปรับ โครงสร้าง พวกตนก็ยินดีเปิดทางเสมอ เพราะไม่ได้มีผลประโยชน์ทับซ้อนใด ๆ ในการดำรงตำแหน่ง.

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

Share/Save/Bookmark

Comments (0)

Tags: , , ,

สวนดุสิตโพลชี้นักการเมืองตัวการทำร้ายประเทศไทย

Posted on 06 พฤษภาคม 2009 by nanamikawai


5 ความรุนแรง ที่ประชาชนอยากแก้ไข ได้แก่ การชุมนุมประท้วงที่มีการปะทะกัน 28.21 % ความแตกแยกของคนในชาติ 23.26% การ ปิดถนน ยึดสถานที่สำคัญ..

วานนี้ (5 พ.ค.) สวนดุสิตโพล สำรวจความเห็นประชาชน ทั่วประเทศ จำนวน 1,560 คน พบว่า

นักการ เมืองเป็นผู้ทำร้ายประเทศไทยมาถึง 31.75% ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุม ทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดง มีจำนวนสูงถึง 25.40% ส่วนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ 16.67%

สำหรับ 5 ความรุนแรง ที่ประชาชนอยากแก้ไข ได้แก่

การชุมนุมประท้วงที่มีการปะทะกัน 28.21 % ความแตกแยกของคนในชาติ 23.26% การ ปิดถนน ยึดสถานที่สำคัญ 21.85% ขณะที่ 5 วิธีที่จะสามารถหยุดการทำร้ายประเทศไทยได้ คือ การสร้างความปรองดองที่เป็นรูปธรรม 30.71% แกนนำ ต้องยุติการเคลื่อนไหว ทุกรูปแบบ 23.28% การวางตัวเป็นกลาง 19.15%

ผลสำรวจยังระบุว่า

5 วิธี ที่จะสามารถหยุดการใช้ความรุนแรงได้ คือ การมีสติ ไม่หลงเชื่อคำยุยงของบุคคลบางกลุ่ม 30.09% นึกถึงความเสียหาย ที่จะเกิดกับชาติ 28.78% นึกถึงพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Share/Save/Bookmark

Comments (0)

Tags: , , ,

ศาลปค.แจงคดีกรมประชาฯไม่มีอำนาจระงับ”เอเอสทีวี”ออกอากาศ

Posted on 06 พฤษภาคม 2009 by nanamikawai


สำนักงานศาลปกครองได้ออกเอกสารประชาสัมพันธ์ เผยแพร่บทความ “คดีเอเอสทีวี” เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา

โดย ระบุว่าบทความนี้ สำนักงานศาลปกครองได้มีการตีพิมพ์เผยแพร่ทางหนังสือพิมพ์บ้านเมือง ฉบับวันที่ 27 กันยายน 2551 คอลัมน์นิติปกครอง โดยนายมหาชน ซึ่งได้เท้าความถึงความพยายามของรัฐบาลที่ต้องการยุติการออกอากาศสถานี โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวีโดยอ้างว่าสถานีโทรทัศน์ดังกล่าวไม่ได้รับ อนุญาตให้จัดตั้งสถานี เพื่อแพร่ภาพออกอากาศ อันผิดกฎหมายวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ และเป็นสื่อที่ปลุกระดมมวลชน ทั้ง นี้ สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีได้ทำสัญญาเช่าใช้บริการโกลบแซ็ตกับบริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) แต่กรมประชาสัมพันธ์เห็นว่า สถานีโทรทัศน์ดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งสถานีเพื่อแพร่ภาพออกอากาศ อันผิดกฎหมายวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ จึงมีคำสั่งให้บริษัท กสท.ฯ ระงับการส่งสัญญาณแก่สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี

บริษัท ไทยเดย์ ด็อทคอม จำกัด และพวก ในฐานะผู้เสียหาย จึงได้นำคดีขึ้นสู่ศาลปกครองกลาง

และต่อมาศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองให้สถานีโทรทัศน์ดังกล่าวสามารถออกอากาศได้ตามปกติในระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด โดยเห็นว่า การกระทำของกรมประชาสัมพันธ์เป็นการกระทบเสรีภาพ ในการสื่อสาร และการสื่อความคิดเห็น ซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญได้รับรองไว้

ต่อมาศาลปกครองกลางได้มีคำตัดสินในวันที่ 31 มกราคม 2551 สรุปความได้ว่า
กฎหมาย ไม่ได้ให้อำนาจกรมประชาสัมพันธ์ในการสั่ง บริษัท กสท.ฯ ระงับสัญญาณของผู้ฟ้องคดีได้ จึงพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือของกรมประชาสัมพันธ์ที่ให้บริษัท กสท.ฯ ระงับการส่งสัญญาณแก่ผู้ฟ้องคดี และให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีคือกรมประชาสัมพันธ์ ไม่เห็นด้วยจึงยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด

อนึ่ง คอลัมน์นิติปกครองที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2551 ยังไม่ได้แจ้งผลการอุทธรณ์ ซึ่งสำนักงานศาลปกครองแจ้งเพิ่มเติมในเอกสารประชาสัมพันธ์ ที่เผยแพร่ในวันที่ 4 พฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา

หลังจากผู้ถูกฟ้องคดี คือกับประชาสัมพันธ์กับพวกอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ต่อศาลปกครองสูงสุดแล้ว ปรากฏว่า ในเวลาต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีคือกรมประชาสัมพันธ์กับพวกได้ร้องขอถอนอุทธรณ์คำพิพากษาฯ  ศาลปกครองสูงสุด จึงได้มีคำสั่งคดีหมายเลขแดงที่ อ.515/2551 ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2551 อนุญาตให้ถอนอุทธรณ์คำพิพากษา และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ถือว่าคดีความสิ้นสุดลง

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์มติชน

Share/Save/Bookmark

Comments (0)

Advertise Here
Advertise Here

Recent News

สะพัดเอกสารไม่ชอบมาพากลโครงการพอเพียงล่องหน ชุมชนอยุธยาแฉโดน สพช.เปลี่ยนโครงการ “ชัยนาท”ส่อทุจริต

ลือ... »
“แม้ว”ปลอบ”อุ๊งอิ๊ง”อีกไม่นานได้อยู่พร้อมหน้า

คมชัดลึก :"ทักษิณ” อวยพรวันเกิด... »
“เชษฐา”ชี้อภิสิทธิ์มีอำนาจแต่งตั้งผบ.ตร.

“เชษฐา”ชี้อภิสิทธิ์มีอำนาจแต่งตั้งผบ.ตร.

คมชัดลึก : “เชษฐา”ชี้“อภิสิทธิ์"... »
โฆษกชทพ.ชี้บ้านเมืองแตกแยกเกินกว่าจะใช้หลักนิติศาสตร์แก้”พงศ์เทพ”แบะท่าบอก”เหลือง-แดง”ต้านแค่แกนนำ

นาย วัชระ กรรณิการ์... »
คลี่ข่าวคลายปม-หาก”ทักษิณ”เป็นมิตรแท้-”สนธิ”ไม่ใช่ศัตรูถาวร ?

คมชัดลึก : ทักษิณ ชินวัตร ไม่ใช่... »
‘อภิสิทธิ์”ยันชื่อ’ปทีป’ยังไม่ตกเสนอได้อีก

คมชัดลึก :นายกฯ"อภิสิทธิ์" ระบุ... »
“อ้อม” พร้อมแล้ว ตื่นเต้นรอฤกษ์พระราชทาน

“อ้อม” พร้อมแล้ว ตื่นเต้นรอฤกษ์พระราชทาน

หลัง... »
3 รัก อลเวง

3 รัก อลเวง

3รักอลเวง ปู... »
ข้าวโพดคั่วให้ประโยชน์กว่าที่คิด

ข้าวโพดคั่วให้ประโยชน์กว่าที่คิด

ภาพประกอบจาก Internet ... »
ขู่วางบึ้มสนามบินเชียงราย

ขู่วางบึ้มสนามบินเชียงราย

ขู่วางบึ้มสนามบินเชียงราย ผู้สื่อ... »

Page Rank Check